ReadyPlanet.com
dot dot




ฉากชีวิตโรงละครปากท้อง

ฉากชีวิตโรงละครปากท้อง

          การตกกุ้ง เป็นอีกอาชีพหลักของคนริมน้ำแถบอัมพวาจำนวนไม่น้อย ซึ่งกับเกรียงศักดิ์นั้น เขาเล่าว่า มีอาชีพเสริมด้วยคือขับเรือรับส่งนักท่องเที่ยวในวันเสาร์-อาทิตย์ ซึ่งเป็นอีกอาชีพของเขาที่เกิดขึ้นพร้อมกับการเติบโตด้านการท่องเที่ยวของสมุทรสงคราม และเมื่อการท่องเที่ยวบูม นักท่องเที่ยวมาเยอะขึ้น “กุ้งแม่น้ำ” ที่เขาตกได้ก็ขายได้มากขึ้นตามไปด้วย เพราะกุ้งแม่น้ำกลายเป็นที่ต้องการอย่างมาก
   
เกรียงศักดิ์บอกว่าอุปกรณ์ในการตกกุ้งใช้กันจริง ๆ ไม่กี่อย่าง ที่เหลือคือความอดทน เวลาทำงานของเขาและเหล่า “พรานกุ้ง” ส่วนใหญ่จะเริ่มออกตกกุ้งในช่วงโพล้เพล้ ลากยาวไปจนฟ้าระเบิด คือตอนรุ่งสางที่พระอาทิตย์จับขอบฟ้า เขาบอกว่าจริง ๆ ก็ตกได้ทั้งวัน แต่ตกกลางคืนจะดีกว่าเพราะอากาศไม่ร้อน และกุ้งก็หากินในที่น้ำตื้นหรือเกาะใกล้ตลิ่ง ซึ่งระหว่างการตกกุ้งกับการตกปลา เขาบอกว่า คนละแบบ ตกกุ้งใช้สมาธิสูงเพราะกุ้งกินเหยื่อนิ่มมาก ๆ ไม่เหมือนปลาที่กินเหยื่อจะรู้สึกได้ทันทีเพราะกินเหยื่อทั้งตัว แต่กุ้งจะค่อย ๆ กิน ทำให้ต้องรู้จักจังหวะระหว่างนิ้วมือและสายเอ็นที่จมในน้ำ ถ้าไม่ชำนาญก็แทบจะไม่รู้ว่ากุ้งติดแล้ว
   
“ตกกุ้งแม่น้ำต้องใจเย็น ๆ ครับ ใจร้อนโอกาสพลาดก็สูง” พรานกุ้งแห่งลำน้ำแม่กลองกล่าว
   
ก่อนจะบอกอีกว่า ไม่เคยคิดที่จะเข้าไปทำงานในเมือง ทำงานโรงงาน เหมือนคนอื่น เหตุผลคือเขารักอิสระ และรายได้จากการตกกุ้งก็ไม่ขี้เหร่อย่างที่หลายคนคิด เขาบอกว่าวันหนึ่งอย่างน้อยต้องมี 200-300 บาทติดกระเป๋า วันไหนดีหน่อยรายได้ก็อาจแตะที่หลักพันบาทขึ้นไป ทำให้คนตกงานหันมาตกกุ้งกันเพิ่มขึ้น คะเนคร่าว ๆ ทั่วลำน้ำแม่กลอง เขาเชื่อว่าน่าจะมีนักตกกุ้งไม่ต่ำกว่า 200-300 คน เพราะ นอกจากคนแม่กลองแล้ว นักตกกุ้งจากต่างถิ่นก็มีแวะเวียนเข้ามาเรื่อย ๆ เหตุเพราะความอุดมสมบูรณ์ของกุ้งแม่น้ำแม่กลอง
   
“อยู่กับคนก็ต้องรู้จักคน อยู่กับน้ำก็ต้องรู้จักน้ำ ตกกุ้งก็ต้องเข้าใจกุ้ง ถ้าทำได้ ไม่มีวันอดตาย” พรานกุ้งหนุ่มกล่าว ก่อนบอกว่า แม้จะไม่ห้าม แต่ใครจะมาหากินที่นี่ต้องทำตามกฎ คือห้าม “เบือกุ้ง” หรือวางยาเพื่อจับกุ้งเด็ดขาด ถ้าเจอที่ไหนก็จะไล่ และไม่ให้กลับมาอีก เพราะถือว่าเอาเปรียบเพื่อนร่วมอาชีพ และอีกหน้าที่ของพรานกุ้งที่นี่ก็คือ การช่วยกันดูแลแหล่งน้ำ เพราะเคยเจอวิกฤติแบบนี้มาหลายหน ยิ่งในช่วงน้ำหลากลงมา ก็มักจะเป็นช่วงที่เป็นปัญหาที่สุด เพราะสายน้ำจะพัดพาเอาสารเคมีที่เป็นอันตรายจากทางต้นน้ำลงมาด้วย ทำให้ตกกุ้งยากขึ้น และทำให้สัตว์น้ำน้อยใหญ่ตายหมด
   
“เราช่วยกันดู เรานี่ถือว่าเป็นด่านแรกเลยที่จะสัมผัสได้ แม่น้ำแม่กลองไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ตรงนี้มันก็เหมือนตู้กับข้าว เหมือนบ้านของเรา ถ้าเราไม่ช่วยดูแล ใครที่ไหนจะมาช่วย” เกรียงศักดิ์กล่าว
   
ด้าน สำรวย คงสิทธิ์ วัย 47 ปี ที่ยึดอาชีพตกกุ้งเช่นกัน เล่าว่า ยึดอาชีพนี้มาตั้งแต่นมยังไม่แตกพาน เรียกว่าพอพายเรือได้ก็ออกหากุ้งกันแล้ว สำหรับกุ้งแม่น้ำเหมือนเป็นชื่อการค้าที่คนเรียกติดปาก เขาอธิบายว่า จริง ๆ กุ้งแม่น้ำก็มีอยู่พันธุ์เดียว เพียงแต่เรียกแตกต่างกันไปตามวัยที่แตกต่างกัน คือกุ้งวัยกลาง ๆ เรียกว่า “กุ้งก้ามเทียน” เพราะปลายก้ามที่มีสีเหลือง ถัดมาเรียกว่า “กุ้งก้ามเกลี้ยง” จากลักษณะก้ามที่ออกสีเหลืองแกมน้ำเงิน หลังจากนี้ก็เป็น “กุ้งก้ามกราม” ที่ก้ามจะยาวมีสีน้ำเงินเป็นกุ้งที่ได้ราคาดีมาก เป็นที่ต้องการมาก กุ้งแม่น้ำจะกินอร่อยที่สุดต้องช่วงฤดูหนาวเพราะมีธาตุอาหารในน้ำให้กุ้งกินมาก
   
ชาวบ้านจะเรียกกุ้งในฤดูนี้ว่า “กุ้งเลน” เนื้อแน่น มัน 


    
             อยู่กับพรานกุ้ง ไม่ถามเรื่องการทำกินดูจะตกหล่นไป สำรวยบอกว่า เมนูที่เหมาะ ๆ ไม่ต้องมีอะไรมาก เผาให้ได้ความสุกกำลังดี น้ำจิ้มรสจัดสักถ้วย ข้าวสวยร้อน ๆ ก็พอแล้ว เขาบอกว่า สมัยก่อนกุ้งแม่น้ำจะมีจำนวนมากกว่านี้ อาจเพราะยังมีคนจับไม่มาก แต่ปัจจุบันแม้กุ้งจะไม่เยอะเท่าอดีต แต่ราคากลับเพิ่มสูงขึ้นจนน่าตกใจ จากในอดีตซื้อขายกันกิโลกรัมละ 50-60 บาท แต่ขณะนี้ซื้อขายต่ำ ๆ ก็ต้อง 200-300 บาทขึ้นไป ทำให้ปัจจุบันมีคนหันกลับมายึดอาชีพตกกุ้งกันเป็นล่ำเป็นสัน เรียกว่าเป็นอาชีพที่สร้างเม็ดเงินได้อย่างดี
   
“ดีไม่ดี ผมก็ตกกุ้งจนปลูกบ้านได้ล่ะ” พรานกุ้งวัย 47 ปีกล่าวยืนยัน
   
ขณะที่ ปิยะพงษ์ เด็กหนุ่ม พรานกุ้งวัยรุ่น วัย 18 ปี บอกว่า ยึดอาชีพตกกุ้งมาได้ 5 ปี เริ่มจากติดตามลุงออกตกกุ้ง จนเริ่มติดใจ จึงขอฝึกวิชากับผู้เป็นลุง หลังจากนั้นก็ออกมาตกเดี่ยว ยึดทำเลหากุ้งตั้งแต่ 6 โมงเย็นเรื่อยไปจนถึง 7 โมงเช้า เทคนิคการตก เขาบอกว่าปลากับกุ้งกินเหยื่อไม่เหมือนกัน ต้องสังเกต ปลากินเหยื่อจะตุบ ๆ แต่กุ้งจะงัดเหยื่อขึ้นมากิน เวลากุ้งติดเบ็ดจะตึงมือเวลาดึง แต่ปลาจะดิ้น
   
ก่อนออกมาตกกุ้งก็ต้องวางแผน ส่วนมากมักวางทำเลไว้ด้วยการปักขอนไม้ไว้ใต้น้ำและจำจุดตัวเองไว้ เวลาตกก็เข้าจุดเลาะไปเรื่อย ที่ต้องทำขอนไม้ไว้เพราะน้ำในแม่น้ำเชี่ยว ขอนไม้จะเป็นหลักให้กุ้งแม่น้ำใช้ยึดตัว วิชาเหล่านี้เขาได้มาจากลุง สำหรับปริมาณกุ้งที่ตกได้จะไม่แน่นอน แต่หลัก ๆ ต้องมีอย่างน้อย 200-300 บาทต่อคืน หรือถ้าวันไหนโชคดีหน่อยอาจตกได้กุ้งไปขาย ได้เงินสูงถึงหลักพันบาท 


   
 

“ตอนนี้ผมเรียน กศน. แต่ก็ยึดอาชีพตกกุ้งไปด้วย ไม่อาย เพราะเป็นอาชีพสุจริต สนุกด้วย ส่วนใหญ่ผมจะไม่ค่อยกินกุ้งที่ตกมาหรอก เพราะเสียดาย กว่าจะได้มามันลำบาก ขายเอาเงินมาใช้จ่ายดีกว่า” พรานกุ้งวัยกระเตาะกล่าว 
   
ชีวิตคนเปรียบได้ดั่งสายน้ำที่มีขึ้นและมีลง ชีวิต “พรานกุ้ง” เหล่านี้ก็ล้วนมีที่มาที่ไปแตกต่างกัน ทว่าสิ่งที่น่าพินิจมากยิ่งกว่าการเป็น “ฉากชีวิต” ฉากหนึ่ง ณ โรงละครแห่งปากท้อง ก็คือสัจธรรมแห่งเหล่าพรานกุ้ง ที่ต่างก็ตระหนักกันดีว่า... “อาชีพอย่างพวกเรา ไม่มีทางลัดสำหรับคนที่เกียจคร้าน”.

'ไม่มีกุ้ง....ก็ไม่มีชีวิต'
   
นันทพร กลิ่นมาลี อดีตแม่ค้ารับซื้อกุ้งที่ปัจจุบันหันมาเอาดีกับธุรกิจโฮมสเตย์ในชื่อ “บ้านกุ้งแม่น้ำ” เล่าว่า ปัจจุบันมีตำแหน่งเป็นประธานกลุ่มเพิ่มผลผลิตกุ้งแม่น้ำ ภาคีเครือข่ายสมัชชาอาหารปลอดภัยสมุทรสงคราม โดยการสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ด้วย และยังเป็นสมาชิกชมรมผู้ตกกุ้งแม่น้ำ ซึ่งเหตุที่หันมาจริงจังกับเรื่องนี้เพราะมองว่า กุ้งแม่น้ำช่วยเพิ่มรายได้ให้คนในชุมชนมาก แต่ก่อนไม่คิดอะไร รับซื้ออย่างเดียว ต่อมามองว่ากุ้งลดจำนวนลง เหตุเพราะคนจับก็จับอย่างเดียว
   
“จึงคิดว่าน่าจะอนุรักษ์ไปพร้อมกันจะดีกว่า” โดยได้แนวคิดมาจากการที่เห็นไข่กุ้งที่ฟักออกมาจากกุ้งเพศเมียที่มีไข่หน้าท้อง หรือที่เรียกว่า “กุ้งนาง” เมื่อกุ้งเขี่ยไข่ก็จะเป็นตัวเลย จึงเริ่มโครงการในปี 2548 โดยได้รับงบสนับสนุนจาก สสส. นำมาสร้างบ่อพักขึ้น เมื่อกุ้งเขี่ยไข่ก็ปล่อยลงสู่ลำน้ำทันที ต่อมาจึงพัฒนาโดยการปล่อยกุ้งลงในกระชัง ซึ่งผลจากการทำงานร่วมกับชุมชนและจังหวัด ทำให้ปริมาณกุ้งแม่น้ำเพิ่มจำนวนขึ้น 
 


   
นอกจากนั้นก็ยังมีการทำประชาคมกับนักตกกุ้งทั้งหลายว่า ที่แม่กลองนี้ใครจะมาตกกุ้งก็ได้ แต่ห้ามทำผิดกฎที่ตั้งขึ้นเด็ดขาด คือ 1.ห้ามเบือกุ้ง 2.ห้ามจับกุ้งด้วยวิธีอวนทับตลิ่ง เพราะถือว่าเป็นการเอาเปรียบเพื่อนร่วมอาชีพอย่างมาก และที่สำคัญคือทำลายสภาพนิเวศทางธรรมชาติอย่างร้ายกาจ
    
“ที่นี่ถือว่าเข้มแข็งมาก เขาดูแลกันเอง เป็นสายตรวจแม่น้ำ ใครทำอะไรไม่ดีจะรู้กันทั่ว เขามองว่าตกกุ้งไม่ใช่อาชีพเสริม แต่เป็นอาชีพหลัก ถ้าเขาไม่ดูแล ปล่อยให้ใครมาทำอะไรก็ได้แบบช่างหัวมัน อนาคตเขาเองนั่นแหละที่จะหมดช่องทางทำกิน” ประธานกลุ่มเพิ่มผลผลิตกุ้งแม่น้ำกล่าว.
 

อ้างอิงเนื้อหาจาก www.dailynews.co.th




บทความเกี่ยวกับเรา

“เสือทับ” (เอ-อนุชา) บุกแหล่งกุ้งก้ามกราม ใหญ่สุดในประเทศ ใน “เส้นทางเศรษฐี...คู่ซี้พาตะลุย” article
ไปแล้ว (อยาก) ไปอีก บ้านกุ้งแม่น้ำ โฮมสเตย์
ปล่อยกุ้งก้ามกรามคืนแหล่งน้ำ สู่แนวคิดฟื้นอาชีพพรานเบ็ดแม่กลอง



Copyright © 2010 All Rights Reserved.
บ้านกุ้งแม่น้ำ โฮมสเตย์&รีสอร์ท
42 ถ.บางกะพ้อม ต.อัมพวา อ.อัมพวา จ.สมุทรสงคราม 75110
โทร. 0-3472-5088 , 08-1745-3318
E-Mail :Klinamalee2212@hotmail.com